“ เด็กที่เรียน iFIT กับเรา ก็ต้องให้ Fit กับความชอบของเขา ”

วลีหนึ่งของอาจารย์ที่เคยสอนเลคเชอร์บรรยายหน้าห้องเรียนธรรมดา ต้องเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อให้เข้ากับเด็กรุ่นใหม่

            แล้ว iFIT คืออะไร หลายคนอาจจะยังสงสัย Be You LIFE พาทุกคนไปร่วมพูดคุยหาคำตอบกับโค้ชลูกบอล พัชราพร ดีวงษ์ อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และการผลิตสื่อสตรีมมิ่ง ถึงรูปแบบของการสอนในวิชา iFIT (Individual Future Innovative Learning of Thailand) ที่ทางมหาวิทยาลัยกรุงเทพเห็นว่าเมื่อนักศึกษามีการเปลี่ยนเรื่องพฤติกรรมการเรียนเทคโนโลยี เปลี่ยนความชอบ นักศึกษาก็มีความแตกต่างที่จะเรียนรู้ รูปแบบของการเรียนที่มีนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง แน่นอนว่าคนหนึ่งในคลาสเรียน มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นนั้นคืออาจารย์ต้องปรับรูปแบบการสอนให้ตอบโจทย์ผู้เรียน เพื่อผลิต “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” ที่มีทักษะชีวิต (Soft Skill) และทักษะวิชาชีพ (Professional Skill)

จุดเริ่มต้นของการก้าวมาเป็นโค้ช iFIT

            โค้ชลูกบอลเล่าเท้าความถึงวันแรกว่า… “จุดเริ่มต้นของการได้มาสอน iFIT ก็น่าจะมาจากที่มหาวิทยาลัยมองเห็นว่าอาจารย์คนไหนเหมาะกับการที่จะมาเป็นโค้ช เพราะการสอน iFIT หมายถึงการสอนแบบที่เปลี่ยนจากอาจารย์ที่เป็นศูนย์กลาง มาเป็นนักศึกษาเป็นศูนย์กลางแทน ดังนั้นอาจารย์จะเปลี่ยนบทบาทตัวเองมาเป็นโค้ช อาจารย์จะต้องสามารถคุยกับนักศึกษาและทำให้เขารู้สึกทำงานร่วมกันแล้วสบายใจ นี่ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น แรกๆเลยที่ได้มีโอกาสเข้ามาสอน iFIT”

iFIT เรียนได้มากกว่าคณะตัวเอง

            แล้ว iFIT เขาเรียนแบบไหนกัน? โค้ชลูกบอลเล่าให้ฟังถึงความสนุกกับการเรียนแบบใหม่นี้ว่า “iFIT ไม่จำเป็นต้องเรียนในคณะตัวเอง เพราะว่ารูปแบบของ iFIT คือรูปแบบของการที่ยึดนักศึกษาเป็นหลัก ลักษณะของแต่ละคนจะแตกต่างกัน เขาก็สามารถที่จะเลือกเรียนตามความชอบตามความถนัดได้ เช่น เด็กนิเทศศาสตร์สนใจเรียนเรื่อง แฟชั่น เสื้อผ้า เพื่อนำมาใช้ในงานโทรทัศน์ ก็อาจเรียนบูรณาการโดยเชิญอาจารย์คณะศิลปกรรมมาเติม skill เรียนรู้เพิ่มเติมในด้านนี้ได้”

การเรียนรู้แบบ iFIT กับทักษะของคนในศตวรรษที่ 21

            วิชา iFIT ที่อยากจะให้นักศึกษามีทักษะชีวิตติดตัวนี่คือความสำคัญที่โค้ชลูกบอลบอกกับเราว่า ไม่ได้มองว่างานคุณต้องเป็น Professional ไม่ใช่ขนาดนั้น แต่สิ่งที่อยากให้นักศึกษาเรียนรู้คือทักษะชีวิต ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่สุดในมุมมองของโค้ช เพราะว่าทักษะในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ สามารถเรียนรู้ ได้เองตลอดเวลา แต่ทักษะทางด้านอารมณ์ ทักษะทางด้านชีวิตจะต้องเรียนรู้ผ่านการทำงาน และการทำงานที่ทำงานเป็นกลุ่มซึ่งทำให้พวกเขาได้เรียนรู้เลยว่า หนึ่งเกิดความยืดหยุ่น สองแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้   สามมีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้เมื่อมาอยู่ด้วยกัน เกิดกระบวนการเรียนรู้ไปด้วยกัน ดังนั้น Project Based หรือว่าการเรียน iFIT จึงจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของทักษะในการทำงานมากกว่า ในเรื่องของการเรียนแบบ Lecture base

เมื่อเจอสิ่งที่ใช่….ทำอะไรก็มีความสุข

            เราได้พูดคุยกับโค้ชลูกบอล ท่ามกลางการได้เห็นอาจารย์สอนวิชา iFIT ไปด้วย นั้นคือการเรียนของกลุ่มเด็กที่ชอบเรียนทางด้านวิทยุหรือชอบทางด้านการใช้เสียงอย่าง Podcast พอเป็นแบบนี้จึงทำให้การออกแบบการสอนง่ายกว่าเมื่อก่อน เพราะนักศึกษาทุกคนมีความชอบที่ชัดเจน เมื่อความชอบชัดเจน เวลาที่สอนสิ่งที่นักศึกษาชอบคือ นักศึกษาจะมีการเรียนรู้ที่เร็วขึ้น พร้อมทั้งได้ทำในสิ่งที่ชอบ จะรู้สึกแฮปปี้ และมีความสุขในการเรียน แต่ระหว่างการเรียนความแตกต่างก็มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอ ก็ต้องวางแผนว่าจะให้นักศึกษาทำโปรเจ็กต์อะไร ทำงานอะไรถึงจะ Fit ในการเรียนของตัวนักศึกษา

เรียน iFIT แปลทฤษฎี เป็นการปฏิบัติ

            เมื่อตั้งคำถามกลับไปว่าแล้วแบบนี้คนที่เรียน iFIT จะได้รู้ทฤษฎีไหม โค้ชลูกบอลเล่าให้ฟังต่อเพื่อขยายความให้เห็นภาพว่า “จริงๆ แล้วการเรียนแบบ iFIT ก็มี Lecture แต่ Lecture ของ iFIT คือเวลาก่อนที่อาจารย์จะสอน จะดูสกิลของนักศึกษาที่ต้องดูแล พอสอน  iFIT จะไม่เรียกตัวเองว่าอาจารย์แล้ว เราจะเปลี่ยนบทบาทจากอาจารย์เป็นโค้ช โค้ชนั่นหมายถึงคนที่เอื้ออำนวยความสะดวก ให้นักศึกษาสมมุติเอกับบี มีสกิลที่แตกต่างกัน เอชอบพูด บีชอบเขียน เมื่อสองคนนี้มาอยู่ด้วยกัน อยากจะรู้ว่าสกิลสองคนนี้มีเท่าไหร่ เริ่มจากการสังเกตุหลังจากนั้นสิ่งที่อาจารย์จะต้องทำคือ ถ้าทักษะของสองคนนี้ขาดด้านไหนก็เติมตรงส่วนนั้น เช่น สมมุติ บีจริงๆ ก็อยากพูดเก่งเหมือนกัน เอก็อยากเขียนเก่งเหมือนกัน หน้าที่โค้ชคือต้องหาคนที่เก่งในเรื่องทักษะเขียน ทักษะพูด แล้วมาเติมให้เขา ดังนั้นการเรียนแบบ iFIT  มันเลยทำให้เกิดกลุ่มย่อย และมันค่อนข้างจะเข้มข้นกว่าการเรียนปกติ ตรงนี้แหละที่ทำให้รู้จักนักศึกษา ได้รู้จักความชอบเขา หรือว่าได้รู้จักสกิลของนักศึกษาก่อน แล้วเราก็ไปเติมเต็มตรงสิ่งนั้นที่เขาหายไป อันนี้คือสิ่งที่มองว่าเรียน iFIT กับ ทฤษฎี แตกต่างกันอย่างไร อันนี้ก็คือข้อนึงที่ชัดเลยคือโค้ชจะรู้จักนักศึกษา ถ้าเขาขาดอะไรก็สามารถเติมสิ่งนั้นได้เลยนี่คือหน้าที่ของโค้ช”

เทคนิคการสอนแบบสนุก…สไตล์โค้ชลูกบอล

            เทคนิคแรกเลยคือมีนักศึกษาเป็นศูนย์กลาง เมื่อเข้าไปในคลาสจะไม่ใช่โค้ชที่นำ แต่นักศึกษาที่ต้องนำโค้ช อย่างแรกโค้ชต้องหาก่อนว่านักศึกษามาทำไม อยากได้อะไร อย่างแรกเลยคือต้องมีการกรองมาแล้วส่วนหนึ่ง ว่าความชอบที่อยากมาทำอย่าง Podcast เมื่อคนกลุ่มนี้มีภาพชัด โค้ชจะปั้นนักศึกษาหรือโค้ชจะป้อนข้อมูลอะไรให้กับนักศึกษาก็ง่ายขึ้น แต่สิ่งที่จะสนุกต้องเกิดจากสิ่งนักศึกษาต้องการ นั่นคือการฟังสิ่งที่นักศึกษาอยากเรียน บางทีแต่ละคนมีความอยากได้ไม่เหมือนกัน แต่พอมารวมๆ กันแล้ว ต้องมาคุยกัน ลองมาดูสิ่งที่ทุกคนกำลังขาดอยู่ กำลังขาดเรื่องอะไร จึงเริ่มเห็นภาพของคลาสเรียน พอโค้ชได้ออกแบบการสอนแล้ว ลงมือสอนจริงแล้ว นักศึกษาได้สกิลตรงนี้จะเป็นเทคนิคเรื่องของ Production ดังนั้นอาจารย์ผู้สอนเองก็ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะพบเจอกับความสนุกอะไรที่จะออกมาจากตัวของนักศึกษาที่ต้องการจะเรียนรู้

            โค้ชลูกบอลเล่าต่อว่า “สิ่งสำคัญที่สุดของอาจารย์ในการสอน iFIT คือให้คนที่มีประสบการณ์จากข้างนอก เข้ามาคอมเมนต์งานนักศึกษา ในมุมของอาจารย์เอง นักศึกษารุ่นใหม่เขาทำงานเป็น มีความคิดสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่ต้องการได้จากโค้ชคือการคอมเมนต์งาน จริงๆ หลายคนตัดต่อเก่งกว่าโค้ชอีก แต่สิ่งที่อยากได้คือช่วยคอมเมนต์งานเขาหน่อย เขาเล่าเรื่องดีไหม แต่ก็ต้องหาจุดที่ต้องพัฒนาต่อไป อะไรที่ดีก็ต้องชม อะไรไม่ดีก็ต้องติ เมื่อติแล้วจะได้เรียนรู้ว่าการทำงานในชีวิตจริงเป็นแบบนี้นะ การเรียนรู้ก็เหมือนกับการที่นั่งทำงานไปด้วยกัน มีคอมเมนต์งานกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดงานของนักศึกษาได้ผ่านการคอมเมนต์มาหลายๆ รอบ จนงานเป็นมาสเตอร์พีท โค้ชจึงค่อยส่งประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ในแวดวงองค์กรข้างนอกมาช่วยคอมเมนต์ เพื่อพัฒนางานนักศึกษาให้มีความสมบูรณ์เทียบเท่ากับผลงานจริงในวงการ นี่แหละคือเทคนิคการสอนของโค้ชค่ะ”

แล้วคะแนนมาจากไหนกัน ?

            Final Project ของวิชาอาจารย์ จะเป็นคนข้างนอกหรือคนที่มีประสบการณ์มาฟังการพรีเซนท์และคอมเมนต์ แต่คนข้างนอกมาฟังไม่ได้มีผลต่อการให้คะแนน เพราะเขาไม่ได้เห็นกระบวนการของความคิดในเติบโตของนักศึกษากลุ่มนี้ แต่เป็นตัวโค้ชเองที่เห็นพัฒนาการของนักศึกษา เช่น นักศึกษาคนนี้เรียนเก่งมากยังไงก็ได้ A แน่นอน แต่สิ่งที่โค้ชจะภูมิใจที่สุดคือการสอนจากคนที่ได้เกรด D แล้วมีพัฒนาการไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็น A ดังนั้นวันที่มีคนข้างนอกมาฟังการพรีเซนท์ของนักศึกษา เขาจะชื่นชมงาน แต่เขาไม่ได้มีโอกาสเห็นภาพเบื้องหลัง ดังนั้นคะแนนที่ได้มาจากโค้ชเพราะได้เห็นถึงพัฒนาการของนักศึกษาคนนั้น นอกจากนั้นคะแนนส่วนนึงมาจาก การประเมินการทำงานกันเองของนักศึกษาที่ทำงานร่วมกัน เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการรับฟังความคิดเห็น และการยอมรับคำคอมเมนต์จากเพื่อนเพื่อนำไปพัฒนางานตนเอง อีกทั้งยังเพิ่มทักษะการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน

ทำโปรเจ็กต์ iFIT จะมีประสบการณ์เท่าเด็กฝึกงานหรือเปล่า

            “คนที่เรียน iFIT ก็ได้ฝึกงาน หมายถึงว่าพอได้เรียน iFIT นักศึกษาก็ได้ฝึกงานในองค์กรที่มีอาจารย์เป็นผู้ดูแล นี่คือความแตกต่าง แต่ถ้าออกไปทำงานจริงๆ ได้ฝึกองค์กรใหญ่ ดังนั้นสิ่งที่ถนัดหรือความชอบ ของนักศึกษาแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความเหมือนกับความต่าง ไม่ได้ต่างกัน อยู่ที่ตัวนักศึกษา พื้นฐานความตั้งใจ ใฝ่รู้ ไม่ว่าจะเป็นโปรเจ็กต์ หรือฝึกงาน ถ้าเกิดใส่ใจ ตั้งใจที่อยากทำ และสามารถทำได้ทั้งสองทางเลย ผลที่ได้คือเท่ากัน ถ้านักศึกษาบอกว่า ไม่จริงหรอก ออกไปฝึกงานน่าจะได้ประสบการณ์เยอะกว่า แต่ถ้าเขาไม่ตั้งใจ ไม่ไปฝึกงาน มันก็ไม่ต่างอะไร ทุกอย่างอยู่ที่ตัวนักศึกษาเอง ไม่สามารถบอกได้ว่าโปรเจ็กต์ดีกว่าหรือฝึกงานดีกว่ากัน เพราะท้ายที่สุดต้องมองว่าตัวเองพร้อมที่จะทำงานในแบบไหน”

            ก่อนจากกันไปโค้ชลูกบอล ฝากทิ้งท้ายกับเราว่า… ในมหาวิทยาลัยกรุงเทพมีโครงการ iFIT มากมาย อยากศึกษาอะไร ทุกอย่างขึ้นอยู่ที่ตัวคุณ เพราะสิ่งที่โค้ชสามารถทำได้คือคอยเติมสกิลเหล่านั้นให้ สิ่งนึงที่จะได้เรียนนรู้คือ “อย่ามองว่าการเรียน iFIT เป็นเรื่องที่ง่าย iFIT ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย แต่เป็นสิ่งที่นักศึกษาอยากเรียนจากความชอบของตัวเองแล้วได้สำรวจดูว่า ตัวเองชอบโปรเจ็กต์ไหนและทำโปรเจ็กต์นั้นได้จริงหรือเปล่า ดังนั้น iFIT จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนแบบโปรเจคแล้วสามารถพัฒนาเรียนรู้ต่างๆ ได้ค่อนข้างชัดเจนและเห็นภาพมากที่สุดนั่นเอง”

Writer

อภิวัฒน์ อุดมวงษ์
มดเอ็กซ์ เด็กนิเทศฯ ที่มีใจรักในการทำกิจกรรมแต่ต้องหันมาลองทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด ทั้งด้านงานเขียน ถ่ายภาพ ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมารับหน้าที่เป็นคนเขียน ปกติเป็นคนไม่อ่านหนังสือ ไม่อ่านบทความยาวๆ พอได้ลองเขียนแล้วมันก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกอยากเขียนต่อแบบจริงจังมากขึ้น

Writer

ณัฐกานต์ ตรีสุขี
นักเขียนมือสมัครเล่น ยังไม่มีฝีมือดีในด้านเขียนมากนัก หลงใหลเสียงเพลงรัก ทำให้เขาคิดว่า ความรักคือสิ่งที่สวยงาม เลยเดินตามหารักแท้ แต่มันหายาก เดินตามหาของกินง่ายกว่า

Writer

ณัฏฐณิชา สวัสดี
นักเขียนตัวน้อยที่ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะเขียนได้ ชอบถ่ายรูปมากกว่า แต่อยากมีคนถ่ายรูปสวยๆให้ ถูกชะตากับสีแดง ชอบคนพาไปกินของอร่อยๆ แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครพาไปเลย

Writer

ภัคจิรา ศรีทอง
เด็กนิเทศฯ ปกติชอบโดนถ่าย แต่ตอนนี้กำลังฝึกถ่ายภาพ ชอบใช้ชีวิตวนลูป เริ่มเบื่ออะไรเดิม ๆ และช่วงนี้กำลังหาอะไรใหม่ๆทำ

Photographer

ธัญพัฒน์ ไชยวรรชะนะ
ชื่อเล่นชื่อ ไมเคิล รักในการถ่ายภาพ การจัดองค์ประกอบภาพ สี และงานศิลปะต่างๆ จึงเลือกที่จะสอบเทียบข้ามชั้นม.6 มาเข้าคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ของม.กรุงเทพ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ฝึกฝนในสิ่งที่ตัวเองชอบ รักจริงๆ ได้ทำงานก่อนเพื่อนๆ เพื่อตัวเองและครอบครัว

Photographer

สุทธิพงษ์ เหระวัน
เด็กฝั่งธนฯ มารังสิต เป็นอดีตนักเรียนโรงเรียนสถาปัตย์ ที่ผันตัวเองจากการออกแบบมามองสิ่งต่างๆ ผ่านเลนส์

Photographer

คณินท์ชัย ปริญญโรจน์
ภูมิครับ เป็นน้องใหม่ใน Be You LIFE อยู่ตำแหน่งถ่ายภาพครับ ได้มาร่วมงานเพราะมีรุ่นพี่ชวนและจะพัฒนาผลงานต่อไปครับ

Photographer

ธนายุต วิลาทัน
บอมนะครับ พึ่งเข้ามาอยู่ Be You LIFE ได้เพราะพี่เขาชวนเข้ามาแต่งภาพให้ ก็รู้สึกสนุกที่ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ในมหาลัย ต่อจากนี้จะพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยไปครับ