ข้าวฟ่าง-อาภาสิริ ศิริวงค์จันทร์ เส้นทางฝันของศิลปินฝึกหัด ผู้รักในเสียงดนตรี

แบ่งปันประสบการณ์ของศิลปินฝึกหัด (เทรนนี่) ที่ไม่เคยย่อท้อต่อการตามฝัน

          เส้นทางการเป็นศิลปินต้องผ่านการฝึกฝน เริ่มจากเด็กฝึกหัด เรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างหนัก จนกว่าจะได้เดบิวต์เป็นศิลปินเต็มตัว เพราะว่าไม่มีความสำเร็จใดได้มาโดยง่าย ทุกอย่างล้วนต้องใช้เวลา ความพยายาม ความอดทน การรับมือกับความกดดัน และทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีไปกับกระบวนการฝึกฝนสุดทรหด แต่ถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม ทุกครั้งที่มองย้อนกลับไปนี่คือประสบการณ์และความสุขที่เงินก็ซื้อไม่ได้

          หนึ่งในคนที่กำลังเดินอยู่เส้นทางสายศิลปินฝึกหัดคือ ข้าวฟ่าง-อาภาสิริ ศิริวงค์จันทร์ รุ่นพี่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เธอจะมาแบ่งปันเรื่องราวของการเป็นเด็กฝึก เรียกง่าย ๆ ว่าเทรนนี่ให้เราได้ฟังกัน

ยินดีที่ได้รู้จัก  

          เราพูดคุยกับข้าวฟ่าง เริ่มต้นย้อนวันวานกันตั้งแต่ในวัยเด็ก ข้าวฟ่างในวัยเด็ก เป็นเด็กแบบไหน เปิดประเด็นด้วยเริ่มคำถามแรก

          เราเป็นเด็กค่อนข้างขี้อาย โลกส่วนตัวสูงมาก ส่วนหนึ่งเพราะว่าชอบเล่นเกม เรียกว่าติดเกมก็ได้ จนที่บ้านชอบไล่ให้ไปเล่นนอกบ้าน ไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในหมู่บ้านอยู่บ่อย ๆ แล้วในหมู่บ้านเด็กส่วนใหญ่มีแต่ผู้ชาย เพื่อน ๆ เป็นผู้ชายหมด แล้วก็ชอบเล่นเกมกัน ทำให้ติดเกมหนักไปอีก แถมเวลาไปเล่นกันชอบเล่นจริง เจ็บจริง ได้แผลกลับบ้านทุกวัน

          พอโตขึ้นข้าวฟ่างมองว่า ตัวเองมีไลฟ์สไตล์ที่เป็นคนติดห้อง ชอบอยู่กับตัวเอง จริง ๆ แล้วเป็นคนไม่ค่อยชอบถ่ายรูปเท่าไหร่ ไม่ชอบคนเยอะด้วย ชอบเล่นเกมอยู่ห้อง ซึ่งส่วนใหญ่ชอบเล่นเกมพวก MMORPG แล้วใช้เวลานานในการเล่นมาก เรียนเสร็จ ทำงานเสร็จก็จะรีบกลับห้องเพื่อมาเล่นเกมตลอดเลย

ความฝันที่สวยงาม

          เราถามต่อว่า รู้ตัวว่าอยากเป็นศิลปินตั้งแต่เมื่อไหร่ เราชอบวง Blackpink จากเกาหลีมาก ตอนนั้นคือติ่งมาก เรามีความฝันว่าสักวันอยากจะไปเจอไอดอลของเรา แล้วเราก็อยากไปเจอในโมเมนท์ที่แบบได้ร่วมงานกัน ได้เต้นด้วยกัน เราก็หาที่เรียนเต้น แต่พอเราได้เรียนเต้นจริง ๆ เรารู้ว่าตัวเองถนัดการใช้ร่างกายมากกว่าใช้สมอง ตอนเต้นพราวทูพรีเซ็นมาก เรารู้สึกมีความสุขที่ได้เต้นไปพร้อมกับเพลง แล้วก็ชอบร้องเพลงด้วย

          ข้าวฟ่างฝันอยากจะเป็นศิลปินแบบไหน เธอตอบว่า ต้องศิลปินที่สามารถเป็นกำลังใจให้กับแฟนคลับได้ แล้วก็ร้องเต้นเก่ง เหตุผลที่คิดแบบนี้เพราะว่ารอบตัวเรา มีคนเป็นซึมเศร้าเยอะมาก แล้วมาปรึกษาเราก็เยอะ เรารู้สึกว่า ถ้าเราจะเป็นหนึ่งในเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ต่อไปของใครสักคนมันคงจะดีมาก ๆ เพราะเราเห็นคนที่เป็นติ่ง แล้วเขามีศิลปินที่ชอบ เขาก็มีชีวิตอยู่เพราะคนนั้น เราว่ามันอบอุ่นมาก เป็นเหมือนความรักที่ไม่ต้องครอบครอง ไม่หวังผลตอบแทน ติดตามผลงาน ได้ดูเขาเติบโตแค่นี้ก็แบบมีความสุขแล้ว ถ้ามีใครสักคนมารักเราในรูปแบบนั้นแล้ว เราก็เป็นความสุขของเขาได้คือมันคอมพลีสกับชีวิตแล้ว

เดินตามความฝันกับการเป็นศิลปินฝึกหัด

          หลังจากที่คิดฝันไว้ ข้าวฟ่างก็สมัครเข้าเป็นศิลปินฝึกหัด ได้เข้าไปเรียนรู้กับทางค่าย ศิลปินฝึกหัด ตารางการฝึกฝนในแต่ละวัน ค่อนข้างหนัก มีทั้งออกกำลังกาย และเรียนร้อง เรียนเต้น โดยออกกำลังกาย ฟ่างเคยวิ่งถึง 50 รอบ แพลงค์ 10 นาที หรือสคว๊อทค้างไว้ 10 นาที ประหนึ่งนักกล้าม แล้วก็ทางค่ายจะเน้นไปที่การเต้น เต้นหนักมาก ตั้งแต่ช่วงเย็น ๆ จนถึง เที่ยงคืนก็มี กลับห้องทีก็อาบน้ำนอน หมดแรง!

          ความท้าทาย เรื่องยาก ๆ ที่เจอระหว่างเป็นเด็กฝึกคือการเปลี่ยนบุคลิก เพราะเราจะต้องพัฒนาบุคลิกภาพให้ดีขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับคำว่า ศิลปิน ไอดอล ซึ่งเรารู้สึกว่ามันยากมาก ๆ กับการที่เราจะเปลี่ยนอะไรบางอย่างในตัวเองที่เราเคยเป็นมาตลอด โดยการที่เขาจะให้เราหาไอดอลมาหนึ่งคนมาเป็นต้นแบบ แล้วพยายามเพอร์ฟอร์มหรือแสดงให้เหมือนเขา ซึ่งบางทีไอดอลที่เราชอบ กับตัวเราก็แตกต่างกันมาก จนตอนนี้ก็ยังคิดว่ายากอยู่ แม้ว่าจะเคยผ่านมาแล้ว

          แล้วข้าวฟ่างทำได้อย่างที่คิดไหม ของจริงต่างจากที่จินตนาการแตกต่างกันอย่างไร เธอบอกว่าไม่ค่อยเป็นไปตามที่คาดหวังเท่าไหร่ เพราะของจริงมีหลายปัจจัย แล้วก็เบื้องหลังไม่ได้สวยหรูเหมือนที่มองจากภายนอกเข้ามา ก็คือเราเคยเป็นไอดอลสายแบ๊วอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วค่ายก็อยากให้ใส่ชุดเหมือนกัน ซึ่งเราก็ขอเปลี่ยนนิดหน่อย เพราะไม่ค่อยเข้ากับชุดเท่าไหร่ แต่กลายเป็นว่าเกิดการผิดใจกันภายใน แล้วก็มีทั้งเรื่องเงิน เรื่องงบ เรื่องการจัดงาน ที่ค่อนข้างไม่เป็นไปตามที่เราหวังเท่าไหร่

          แรงผลักดันของเธอเกี่ยวข้องกับครอบครัว ต้องเกริ่นก่อนว่า ฟ่างมีพี่ชายที่ค่อนข้างหน้าตาดีมาก ก็จะได้ยินตลอดว่า พี่น้องกันจริงเหรอ หน้าตาไม่เหมือนกัน ก็เก็บเอามาคิดตลอด กลายเป็นปมในใจ เราพยายามเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนได้เห็นมาตลอดว่า เราก็ไม่ได้ต่างไปจากใคร สิ่งนี้คือเราคิดว่ามันแรงผลักดันมาโดยตลอด จนกระทั้งมีคนมาพูดว่า พิสูจน์ตัวเองมามากพอแล้ว ทุกคนยอมรับแล้ว ตอนนั้นทำให้รู้ว่า จริง ๆ แล้วสิ่งนั้นไม่ใช่แรงผลักดันหรอก สิ่งที่เป็นแรงผลักดันจริง ๆ คือกำลังใจจากคนที่รักเรา คนที่เห็นคุณค่าในตัวเราต่างหาก

          เรามีความคิดว่า พรุ่งนี้ย่อมดีกว่าวันนี้เสมอ ทำให้สามารถผ่านแรงกดดันในแต่ละช่วงเวลาไปได้ เช่น การเต้น ถ้าเราซ้อมทุกวัน ย่อมดีขึ้นทุกวันใช่ไหม หรือว่าวันนี้เราทำสิ่งที่เราไม่เคยทำได้มาก่อนได้สำเร็จ แปลว่า ผลความพยายามจากเมื่อวานของเมื่อวาน และเมื่อวานอีก ส่งผลให้เราทำสำเร็จ เราคาดหวังอย่างไร ขอแค่เราคิดว่า พรุ่งนี้ก็ดีขึ้น พรุ่งนี้จะทำได้ดีกว่านี้ ก็พอแล้ว ทำทุกวันที่ดีขึ้นไป สุดท้ายเราจะสมหวังในสิ่งที่เราเลือก

ประสบการณ์ที่ผ่านมามีคุณค่าเสมอ

          ถึงแม้ว่าจะออกจากการเป็นเด็กฝึกหัดของค่ายแล้ว ข้าวฟ่างย้อนทวนประสบการณ์ให้เราฟังว่า ทำให้เรารู้ตัวเองสามารถทำอะไรได้บ้าง แล้วก็สามารถทนต่อแรงกดดัน การซ้อมหนัก ๆ ได้มากแค่ไหน และทำให้เรารู้ว่าการเป็นศิลปินไม่ง่าย ไม่ใช่แค่ ร้องเป็น เต้นได้ แต่มันมีมากกว่านั้น แล้วคิดที่จะกลับไปเดินบนเส้นทางนั้นอีกครั้งหรือไม่ เรายิงคำถามต่อ เราคิด เพราะไม่ทิ้งความฝันแน่นอน ไปให้ไกลกว่านี้ เอาประสบการณ์ที่ผ่านมา ต่อยอดความฝัน ให้เป็นศิลปินที่พร้อมจะมอบความสุขให้ทุกคน เป็นศิลปินที่ไม่มีข้อกังขาในความสามารถ และได้ไปเวทีระดับโลก 

          เราเป็นคนธรรมดาที่มีความฝัน มีเป้าหมาย ที่เป็นคนธรรมดาเพราะอยากให้ทุกคนคิดว่า จริง ๆ แล้วไม่มีใครพิเศษไปกว่าใคร ทุกคนสามารถเป็นอะไรก็ได้ ที่อยากจะเป็น ไม่อยากให้มากำหนดว่า ก็คนนั้นพิเศษกว่าถึงเป็นได้ เพราะจริง ๆ แล้วไม่มีใครพิเศษไปกว่าใครหรอก เราแค่ต้องมีเป้าหมาย และพยายามไปให้ถึงมัน แค่นั้น

ความฝันที่ยังคงอยู่

          ความฝันของเธอยังคงก้าวเดินต่อ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะตั้งแต่แรกก่อนที่จะเดบิวต์ที่ประเทศไทย ก็มีความฝันอยากไปเป็นศิลปินที่เกาหลีอยู่ก่อนแล้ว เหมือนกับว่าเรามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากจุดนี้ เพื่อวันข้างหน้าจะได้ดีกว่านี้ หลังจากเรียนจบและย้ายไปต่างประเทศแล้วก็อยากเริ่มเดินตามความฝันต่อในการเป็นศิลปินที่สามารถเป็นความสุขให้กับทุกคน และก็เป็นตัวเราในแบบที่ไม่ต้องไปทำตามใคร แล้วก็อยากไปเวทีระดับโลก ข้าวฟ่างบอกกับเราด้วยความมุ่งมั่น

ถ้ามีความฝันก็ต้องลงมือทำ

          คนที่มีฝัน ข้าวฟ่างย้ำว่าต้องลองทำ และพยายาม ถ้าเราไม่ลองทำเราก็ไม่รู้ว่าเราชอบมากน้อยแค่ไหนหรือเราสามารถทำได้หรือเปล่า และสุดท้ายคือไม่ทิ้งความฝัน แม้ว่าหนทางที่เจอจะลำบากหรือยากแค่ไหน เพราะสิ่งนั้นคือประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เราดีขึ้น เก่งขึ้น ไม่ว่าจะไปถึงความฝันที่ตั้งใจไว้หรือไม่ก็ตาม แค่เรามีความสุขที่ได้ลงมือทำ เราเชื่อว่านี่คือสิ่งที่คุ้มค่าแล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ ข้าวฟ่าง-อาภาสิริ ศิริวงค์จันทร์ รุ่นพี่คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Writer

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทุกความพยายามย่อมได้รับความชื่นชม ยังคงเชื่ออยู่เสมอว่าสิ่งที่เราได้รับมาทั้งหมด คือทั้งหมดที่เราได้ให้ไป

Writer

คติประจำใจ “It's not always the tears that measure the pain. Sometimes it's the smile we fake”