คุยกับสาวช่างฝัน คนรักศิลปะ มิจัง-ภูริฎา อนันตกาลต์ เด็กสิน-กำ ม.กรุงเทพ

เมื่องานศิลปะคือพื้นที่บอกเล่าเรื่องราวในสังคม

          ภาพที่สวย แต่ไม่สามารถสื่อสารอะไรกับคนดูได้ก็ยังเป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์ ศิลปะเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่ฝึกการใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ สื่อออกมาเป็นรูปภาพ หรือรูปทรงต่าง ๆ ที่แสดงถึงความสวยงาม และความหมายบางอย่างให้กับสังคมและโลกของเราในขณะนั้น

          เราขอชวนคุยเรื่องศิลปะกับ มิจัง-ภูริฎา อนันตกาลต์ นักศึกษาสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มิจังมีผลงานด้านการวาดภาพแฟนอาร์ต ตัวละคร ตัวการ์ตูน หรือแม้แต่งานศิลปะอื่น ๆ ที่ทำให้ผู้คนหลงใหลในผลงานของเธอมานับไม่ถ้วน เรามารู้จักศิลปะจากมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่บอกเล่าโดย “มิจัง” เด็กสิน-กำคนนี้กันเลย

นิยามของงานศิลปะ

          เอาจริง ๆ นะคะ ในโลกมันมีศิลปะมานานแล้ว ธรรมชาติก็คือศิลปะ ลวดลาย รูปทรง สีสัน ของสิ่งมีชีวิตและสิ่งที่ไม่มีชีวิต ธรรมชาติสร้างศิลปะเอาไว้นานแล้ว แต่สำหรับมนุษย์ ศิลปะเริ่มขึ้นเมื่อมนุษย์นั้นได้รู้จักขีดเขียน ทำสัญลักษณ์ต่าง ๆ เอาไว้ จนกระทั่งกลายเป็นรูปวาดบนกำแพงและอีกมากมาย

          ศิลปะสำหรับ “มิจัง” แล้วคือการพูดคุย ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกหรือเเม้กระทั่งข้อความผ่านรูปภาพว่าคนวาดรู้สึกยังไง ใช้อารมณ์แบบไหนในการวาด และต้องการสื่อสารอะไร คนรับก็จะรับรู้ได้ถึงสิ่งนั้น ถ้าเรากดดันเครียดทำงานนี้ออกมาด้วยความกดดัน คนรับก็จะรับรู้ได้ถึงความเครียดความกดดัน ถ้าเราทำมันด้วยความสนุก ความสุข คนรับจะต้องยิ้มออกและสนุกไปกันมันแน่นอน สำหรับเรามันคือการสื่อสารแบบไม่ต้องพูดก็เข้าใจ ไม่มีผิดไม่มีถูก ไม่เกี่ยวกับว่าสวยหรือไม่สวย แต่แค่คนรับได้รับอะไรจากภาพของเราและเราพอใจกับภาพของเรามากแค่ไหนมากกว่า

แล้วทำไมต้องเรียนศิลปะ

          เราคงต้องตั้งคำถามว่า เรียนไปเพื่อใช้กับอะไรก่อน ถ้าเราเรียนไปเพราะอยากศึกษาและเป็นความชอบของเรา โตขึ้นเราเลยอยากจะทำงานในทางด้านนี้ แต่สำหรับบางคนอาจจะเรียนไปเพื่อพัฒนาทักษะของตัวเอง และสำหรับเด็กแล้ว ศิลปะจะทำให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านความคิดด้านความสร้างสรรค์ ด้านการฝึกสมอง ทำให้เด็ก ๆ มีสมาธิมากขึ้น ส่วนตัวศิลปะเองก็สมาธิช่วยคลายเครียดได้ด้วย มิจังเองก็เป็นคนหนึ่งที่ใช้ศิลปะในการคลายเครียด ไม่จำเป็นต้องวาดสวย ก็ได้แค่ได้ขีดเขียนออกมาก็หายเครียด

อิทธิพลศิลปะในสมัยนี้

          ศิลปะสมัยนี้มีอิทธิพลมาก ๆ ศิลปะอยู่รอบตัวเราเลย ไม่ว่าจะเป็น ปากกาที่ใช้ สมุดที่กำลังเขียน โต๊ะทำงาน แม้เเต่บนท้องถนน บ้านเรือนต่าง ๆ ทุกอย่างได้รับการออกแบบทั้งเรื่องของการใช้งานและความสวยงาม การตกแต่งก็คือศิลปะ แม้แต่การจัดดอกไม้ การจัดห้อง การแต่งรถต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนเป็นการบอกตัวตนของคนที่ใช้ทั้งนั้น ศิลปะมันก็อยู่รอบตัวเรา

          ศิลปะแบบไหนที่เข้าถึงง่ายที่สุด ? ตอบไม่ได้เลย ความชอบของเรามันต่างกันมาก ๆ แต่ละคนเข้าถึงศิลปะต่างกับในความหมายที่ต่างกัน อย่างมิจังที่ชอบการ์ตูน อนิเมะ คอมมิคต่าง ๆ ก็จะเข้าถึงได้ง่ายมากกว่าศิลปะในรูปแบบอื่น

          ความแตกต่างของศิลปะร่วมสมัย กับ ศิลปะสมัยก่อน ต่างกันเยอะมาก เพราะโลกของเราเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ศิลปะสมัยก่อนก็จะเป็นพวกไทย ๆ ใช่ไหมคะ ลายไทย พวกสถาปัตยกรรม พวกวัดวาอารมต่าง ๆ แต่พอสมัยนี้ได้รับอิทธิพลจากประเทศอื่น และทุกคนต้องการอะไรใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้ศิลปะแตกแขนงออกเป็นวงกว้างมากขึ้น มีทั้งเทคนิค สีสัน หรือแม้กระทั่ง สื่อในการสื่อสาร แนวคิดเองก็ด้วย ศิลปะร่วมสมัยสำหรับเรา คือศิลปะในยุคนี้ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เกี่ยงเทคนิควิธีการหรือแนวคิด ใช้เทคโนโลยีเข้ามาก็ได้ อยากทำสิ่งใดก็ทำอย่างเต็มที่ สร้างสรรค์ศิลปะในแบบของตัวเราเอง

คนที่รักงานศิลปะ

          สำหรับเราคิดว่ามันเริ่มจากอย่างแรกเลยคือ หนึ่งความชอบ เพราะถ้าเราทำอะไรที่เราชอบ เรามักจะทำมันออกมาได้ดีเสมอ และเราก็จะกระตือรือร้นมาก ๆ ที่จะทำมัน สอง คือการฝึกฝนค่ะ มันไม่มีใครที่เก่งมาตั้งแต่เกิด ทุกคนเริ่มจากศูนย์เท่ากันหมด ทุกครั้งสำหรับตัวมิจังเองมักจะโดนถามเสมอว่าทำไมถึงวาดรูปสวยจัง ทำไมถึงวาดรูปเก่ง แล้วมีวิธีทำยังไงถึงจะวาดได้สวยและเก่งบ้าง คำตอบของมิจังก็คือคุณต้องหมั่นฝึกฝนและเรียนรู้ค่ะ พอถึงจุดนั้นแล้วคุณจะทำมันออกมาได้ดีแน่นอน

สวย=ศิลปะ ใช่หรือไม่ ?​       

          ไม่จำเป็นเลยเพราะว่าความสวยในความคิดของคนเรามันไม่เท่ากัน และคำว่าสวยนั้นมีหลายความหมายเลย พูดตรง ๆ เลยนะคะ ศิลปะคือการสื่อสารด้วยภาพด้วยรสนิยม และแน่นอนว่าการตีความรสนิยมของเรามันก็ไม่เท่ากันเหมือนกัน และสำหรับมิจังคิดว่าการสื่อสารผ่านภาพนั้นสำคัญกว่าความสวยงาม

ใครใคร่เสพ…เสพ

          รสนิยมเราถ้าเทียบกับเมื่อก่อนและตอนนี้ ยอมรับเลยว่าแตกต่างไปเยอะมาก เมื่อก่อนเรามองว่ามันแค่สวยก็พอแล้ว ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่พอเราโตขึ้นเราก็เริ่มมองอย่างอื่นมากกว่าความสวย เรามักจะมองความหมาย สิ่งที่จะสื่อ อารมณ์ ความรู้สึกมากกว่า เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้ศิลปะมีมูลค่ามากขึ้น สำหรับเราในตอนนี้คิดว่าภาพที่สวย แต่ไม่สามารถสื่อสารอะไรกับคนดูได้ก็ยังเป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์อยู่ดี

เสพงานศิลปะให้เข้าใจและเข้าถึง

          สำหรับตัวมิจัง คือเราต้องเสพสื่อศิลปะบ่อย ๆ แล้วค่อย ๆ ศึกษา จากนั้นก็ค่อย ๆ คิดวิเคราะห์ ภาพวาดหนึ่งภาพ ภาพนั้นมันจะมีความหมายที่แฝงไว้มากมายอยู่ในนั้น ทั้งการใช้เส้น การใช้สี รูปร่าง แสงเงา หรือแม้กระทั่ง เทคนิคต่าง ๆ ถ้าเราเข้าใจภาพวาดพวกนั้น การมองภาพวาดของเราก็จะเปลี่ยนไปมากเลย แต่ถ้าเรายิ่งวิเคราะห์ภาพได้อีก เราก็จะสนุกกับการวิเคราะห์ภาพนั้นมากขึ้นอีก และท้ายที่สุดแล้วมันจะทำให้การชมศิลปะของเราสนุกขึ้นมาก

          อย่างที่เราได้รู้กันดีว่าประเทศของเรานั้นไม่ค่อยให้ค่ากับพวกงานศิลป์ ทำให้นิทรรศการแสดงงานศิลปะเริ่มจางหายไปทีละน้อย ในมุมมองของมิจังรู้สึกอย่างไรบ้าง

          เอาตรง ๆ เลย เราเสียใจมาก ไม่รู้จะหาคำไหนมาเปรียบเทียบได้ ที่เป็นแบบนี้ก็แปลว่าคนไทยที่เข้าใจถึงคุณค่าของศิลปะเริ่มน้อยลง ผู้คนเริ่มมองว่าศิลปะก็เป็นเเค่รูปภาพ ถ้าเข้าไปในนิทรรศการก็เข้าไปเพื่อเสพรูปสวย ๆ ก็แค่นั้น แต่สำหรับมิจังข้างในนั้นคือสิ่งที่คนวาดภาพเขาต้องการจะสื่อสารกับคนดู ทั้งอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ของศิลปินแต่ละท่านที่สื่อสารออกมา และสำหรับมิจังที่เรียนมา ตั้งใจอยากจะทำงานทางด้านนี้ มิจังแทบมองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง เพราะถ้าทุกคนยังคงมองว่ามันเป็นภาพวาดเฉย ๆ อยู่ เราหลายคนก็คงไม่มีวันได้เเจ้งเกิดในประเทศนี้เเน่ ๆ สำหรับศิลปะในประเทศนี้มันค่อนข้างอยู่ยาก

ศิลปะกับเรื่องการเมือง

          ศิลปะเเละการเมืองทั้งสองสิ่งสามารถไปด้วยกันได้ อย่างที่บอกว่าเราคิดว่าศิลปะคือการสื่อสาร การสื่อสารออกมาด้วยภาพ ด้วยลายเส้น ด้วยอารมณ์ ศิลปะเเละการเมืองก็เหมือนเป็นของที่มักจะมาด้วยกันอยู่แล้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไร หลายคนก็คงได้พบเห็นภาพที่มีเนื้อหาเสียดสีหรือล้อเลียนทางการเมืองอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ก็ยังมีภาพที่มีเนื้อหาสะท้อนสังคม บ้านเมือง ยุคสมัยต่าง ๆ รวมถึงเศรษฐกิจอีกด้วย

          เพราะฉะนั้นแล้ว “ศิลปะไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่มีกฎตายตัว เราสามารถสร้างสรรค์ด้วยวิธีใดก็ได้ นับว่าเป็นงานศิลปะทั้งสิ้น และบางครั้งก็แสดงออกทางด้านความคิด อารมณ์ หรือความรู้สึกของเราได้ด้วยเช่นกัน”

          หวังว่าทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านจะเข้าใจศิลปะไม่มากก็น้อยนะคะ และสำหรับใครที่อยากเห็นผลงานสุดน่ารักของมิจังสามารถเข้าไปติดตามได้ที่ทวิตเตอร์ https://twitter.com/oilcolor_ นี้ได้เลย!

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบ มิจัง-ภูริฎา อนันตกาลต์ นักศึกษาสาขาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปะกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Writer & Photographer

คติประจำใจ “It's not always the tears that measure the pain. Sometimes it's the smile we fake”

Writer

ทำตัวให้เหมือนน้ำครึ่งแก้วตลอดเวลา เพื่อที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ