โลกหลังเลนส์ที่สื่อสารด้วยหัวใจ

พูดคุยกับ “พี่ฮาร์ท” หรือ “สารินท์ กรินท์ธัญญกิจ” นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ช่างภาพมืออาชีพที่เล่าเรื่องกีฬาด้วยความมุ่งมั่น

            พี่ฮาร์ท หรือ นายสารินท์ กรินท์ธัญญกิจ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หนุ่มตี๋ ขี้อาย ที่มีพ่อผู้สอนให้กล้า กับการพิสูจน์ตัวเอง จากคำดูถูกเหยียดหยาม หลงรักการถ่ายภาพ จนทำให้เขาประสบความสำเร็จบนเส้นทางของตัวเอง

จุดเริ่มต้นการถ่ายภาพและแรงบันดาลใจ

            พี่ถ่ายภาพมาตั้งแต่ปี 2557 แรงบันดาลใจในการเริ่มต้นถ่ายภาพ เริ่มจากการไปรอพี่ชายที่สนามวิ่ง ได้เห็นพี่ ๆ ตากล้องไปคอยถ่ายรูปนักวิ่งตั้งแต่เริ่มต้นวิ่ง จนวิ่งจบ ก็เลยทำให้คิดว่า การที่มานั่งรอพี่ชายเฉย ๆ มันไม่เกิดประโยชน์ จึงเปลี่ยนความคิด จากการรอ มาถ่ายรูป

            การเดินทางไปถ่ายรูปการแข่งวิ่ง ทำให้มีรายได้กลับมาด้วย จึงได้สร้าง Heart Attack Sports ขึ้นมา โดยถือคติ ว่า “ทุก ๆ ภาพ” คือความทรงจำของคุณ “ทุก ๆ คำขอบคุณ” คือความทรงจำของเรา สไตล์การถ่ายภาพของพี่จะเน้นแนวภาพกีฬาล้วน ๆ

            พี่เคยลองถ่ายภาพแนวอื่นบ้างแล้ว มันฝืนตัวเองมาก พี่เป็นคนไม่ชอบสั่งให้คนอื่นทำ ไม่ชอบจัดท่าทางคนอื่น อย่างเช่น พวกถ่ายงานแต่ง หรือว่าถ่ายงานพิธีต่าง ๆ นี่ไม่ถนัด ยิ่งงานรับปริญญา คือ ไม่ชอบเลย ส่วนตัวพี่เป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาด้วย ก็รู้ว่านักกีฬาเขาต้องการภาพแบบไหน คือ เรารู้โมเมนต์ต่าง ๆ ว่าเขาคงต้องการรูปประมาณไหน จึงเป็นเหตุผลที่พี่เลือกถ่ายแนวกีฬา

ความสนุกของการถ่ายภาพแนวกีฬา

          แต่ละชนิดกีฬา มีความไม่เหมือนกัน อย่างกีฬาแข่งรถ เน้นความเร็วล้วน ๆ จะมีความท้าทายอะไรใหม่ ๆ เข้ามาตลอด การถ่ายภาพกีฬา ขึ้นอยู่กับดวงด้วย เราอยู่ในจังหวะที่มันถูกต้องและพอดีด้วย และต้องถ่ายให้มีโมเมนต์ของภาพ ให้สื่ออารมณ์ได้เยอะ ๆ อย่างถ่ายภาพบอล ก็แบบกำลังวิ่งมาเบียด หรือกำลังจะยิงทำประตู อะไรประมาณนั้นครับ

เทคนิคประจำตัวในการถ่ายภาพ

            เวลาถ่ายภาพจะใช้ตาทั้งสองข้างดู ตาขวาดูในช่องมองภาพ ตาซ้าย ดูสิ่งที่จะถ่าย พี่จะไม่หลับตาข้างหนึ่ง เพราะว่า ถ้าหลับตาดู มันจะไม่เห็นภาพรวมว่า ตรงส่วนอื่น มีอะไรหรือเปล่า พี่ใช้ตาดูคู่กัน จนตอนนี้ตาสองข้างไม่เท่ากันแล้ว มันทำให้เห็นเหตุการณ์ตลอดเวลา เพราะกีฬาเราไม่สามารถเดาได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นตอนไหน หรือว่า จะเกิดอะไรขึ้นตรงไหนด้วย

อุปกรณ์ที่ใช้และการเตรียมตัวก่อนปฏิบัติงาน

            พี่ใช้ Canon 5D Mark IV Lens 70-200mm f/2.8 จะใช้เป็นหลัก เพราะถ่ายภาพกีฬาบางทีใช้เลนส์กว้างไป ไม่ได้รูปที่ได้อารมณ์สักเท่าไหร่ แล้วเราเข้าไปใกล้นักกีฬาไม่ได้ด้วย ก่อนจะไปถ่ายงาน เราต้องเตรียมอุปกรณ์ของเราให้พร้อม และต้องศึกษาก่อนว่า กีฬานั้นเป็นยังไง เขาเล่นกันยังไง กติกาเป็นยังไง สถานที่ที่ไหน มีแสงไฟพอรึเปล่าสำหรับงาน indoor แต่ถ้าเป็นงาน outdoor จะดูเรื่องสภาพอากาศ เรื่องเส้นทาง สถานที่ที่ต้องใช้ในการจัดงานที่เราไปถ่าย ส่วนช่างภาพในดวงใจพี่ เป็นพี่ ๆ ที่ถ่ายรูปในงานวิ่งด้วยกัน คือ เขาถ่ายรูปกีฬาทุกอย่าง ส่วนมากพี่จะชอบไปเปิดดูรูปเขา คือ รูปมันดูดี ทุกรูป มีโมเมนต์ของภาพทุกภาพ

อุปสรรคในการถ่ายภาพเกิดขึ้นเสมอ

            บางครั้งจำนวนนักวิ่งที่วิ่งเข้ามาหากล้องในเวลาเดียวกันมีเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถเก็บภาพได้ครบทุกคนนั่นคือปัญหา และปัญหาอีกอย่าง เช่น อุปกรณ์ทำงานไม่ปกติ เช่น เลนส์ ไม่สามารถโฟกัสได้ หรือ SD Card ประมวลผลไม่ทัน อุปสรรคที่เจอตลอดทุกครั้งที่ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอล คือ เรื่องสภาพอากาศ เรียกได้ว่า พี่มากับฝน

ความผิดพลาดเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ

            ความผิดพลาดเกิดจากการที่เราไม่ศึกษาว่า งานที่เราไปถ่าย คือ งานอะไร จัดที่ไหน เคยไปอยู่งานหนึ่ง แล้วไม่ได้หยิบแฟลชไป นึกว่ามีแสงไฟ คิดว่า กล้องเราเอาอยู่ ไปถึงปรากฏว่าไม่มีแสงไฟ ถ่ายออกมาไม่เห็นอะไร จึงต้องนั่งรอยันเช้าให้พระอาทิตย์ขึ้น จนนักวิ่งวิ่งเข้าเส้นชัย

ประทับใจที่สุด

            ภาพที่ถ่ายมาแล้ว จบหลังกล้อง คือ ไม่ต้องแต่งอะไร เป็นภาพกีฬาจักรยานยนต์วิบาก Motocross ซึ่งเป็นกีฬาเก่าของพี่อยู่แล้ว ตอนช่วงออกตัวรถเรียงกันเยอะ ๆ และก็ถ่ายมาดูองค์ประกอบ แล้วมันโอเคมาก และเป็นประสบการณ์การถ่ายภาพที่พี่ประทับใจที่สุด

มองย้อนไปเห็นอะไรในตัวเราเมื่อวันวาน

            พี่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเรื่ององค์ประกอบภาพเรื่องการดูมุมภาพ แสง ตอนแรกในความคิดคือมีกล้องจะถ่ายอะไรก็ถ่ายได้ พอทำงานผ่านงานไปสักระยะหนึ่ง มันทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ภาพแบบนี้ต้องถ่ายยังไง เราเจอสถานการณ์อย่างนี้ เราจะต้องทำยังไง มันทำให้เรารู้จักการจัดองค์ประกอบภาพมากขึ้น และพอดูภาพแรกที่ถ่าย คือ โอ้โห ถ่ายอย่างนั้นไปได้ยังไง

เสน่ห์ของการถ่ายภาพ

            ภาพถ่ายคือความทรงจำที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปทำได้อีก มีโอกาสน้อยที่เราจะได้กลับไปทำ ณ จุดจุดนั้น อีกครั้ง

แรงผลักจากอดีตทำให้เดินมาถึงวันนี้

            คำดูถูก คำเหยียดหยาม อะไรทั้งหลาย โดนว่า ถ่ายรูปอะไรแบบนี้ ทำให้เรา active ตัวเอง และลงมือทำ ฝึกฝน ขยันถ่ายภาพ ขยันหามุมภาพ ขยันหาเทคนิค ศึกษาสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา ทำให้เรามีพลังดี ๆ ในการพัฒนาตัวเองขึ้นไป เป็นการเอาคำดูถูกมาเป็นแรงผลักดันตัวเอง พิสูจน์ตัวเองให้พวกเขาเห็น

จุดอิ่มตัวในการทำงาน

            ต้องบอกว่าตอนนี้เลย มันถึงจุดอิ่มตัวแล้ว อยู่ในวงการนี้มาจะ 6 ปี เมื่อก่อนช่างภาพยังไม่ค่อยเป็นที่สนใจ ทุกวันนี้ช่างภาพเยอะมาก ใครมีเงินซื้อกล้อง ก็เรียกตัวเองว่า ช่างภาพ และผันตัวมาเป็นช่างภาพ อย่างเมื่อก่อนพี่ถ่ายงานวิ่ง ช่างภาพเต็มที่ก็ไม่เกิน 20 คน แต่ตอนนี้เป็นร้อยกว่าคนต่องาน และในวงการช่างภาพงานวิ่งนี่ ไม่ต่ำกว่าพันคน เยอะจนจำนวนช่างภาพเกือบเท่าจำนวนนักวิ่ง ก็เลยทำให้เรามีความรู้สึก เบื่อ บวกกับตอนนี้พี่มีธุรกิจที่บ้านด้วย ก็เลยเบาเรื่องถ่ายรูปลง และมาเน้นธุรกิจมากกว่า แต่พี่ไม่ได้จะทิ้งเสียทีเดียว พี่ยังพยายามหาแรงบันดาลใจไปเรื่อย ๆ เพื่อที่จะถ่ายภาพต่อไปได้อีก

มุมมองการมองโลกของพี่ฮาร์ท

            ในมุมมองของพี่คือ ทุกอย่างที่เข้ามา ทุกอย่างที่เจอ พี่จะมองเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี หรือเรื่องร้าย พี่คิดว่า ทุกอย่างที่เข้ามา คือ บทเรียนชีวิตที่จะต้องเจอ ที่เราต้องเรียนรู้ ด้วยการมองโลกในแง่ดี มันดีตรงที่ว่า มันไม่มีอะไรไปคิดลบกับคนอื่น และไม่มีเรื่องอะไรมารบกวนสมอง มองทุกอย่างเป็นบวกไปหมด ชีวิตก็จะไม่มีเรื่องซีเรียสเลย

ได้รับอะไรจากการมาเรียนที่นิเทศศาสตร์ ม.กรุงเทพ

            พี่ได้รับแนวคิดใหม่ ๆ มุมมองใหม่ ได้เอาวิชาที่เรียนเอาความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง ใช้ในงานได้จริง ๆ

พูดถึงการเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย รวมไปถึงธุรกิจที่ทำอยู่จัดการแบ่งเวลาอย่างไร

            ธุรกิจที่พี่ทำ เป็นยิมสอนเทควันโด พี่จะแบ่งเวลา คือ เสาร์อาทิตย์ จะกลับไปสอนและกลับมาเรียนวันจันทร์ถึงศุกร์ ในช่วงที่พี่กลับมาเรียน ที่ยิม ก็จะมีพี่อีกคนคอยดูแลอยู่ แต่เสาร์อาทิตย์พี่ก็ไม่ได้แค่กลับไปสอน บางสัปดาห์พี่ก็มีงานถ่ายรูปด้วย เรียกได้ว่าแทบไม่ได้นอนเลย แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเรียน ทำให้การเรียนดีขึ้นด้วย เพราะว่ามันมีความตั้งใจมากขึ้น ทำให้เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าเราต้องทำอะไรตอนไหน ทำให้เราไม่วอกแวก ถ้าไม่มีงานเข้ามา การเรียนพี่ก็อาจจะไม่ค่อยสนใจก็ได้

            นี่คือบทสนทนาอิ่มไปด้วยพลัง และแรงบันดาลใจ กับ “พี่ฮาร์ท” สารินท์ กรินท์ธัญญกิจ

Writer

ธนวรรณ ทิพย์ทนต์
เด็กนิเทศศาสตร์ เสพติดการดูซีรีส์ ชอบดูละคร ภาพยนตร์ และรายการแวดวงบันเทิงเป็นชีวิตจิตใจ ที่อยากทำงานเบื้องหลัง ผลิตงานในสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้ดีเป็นที่รู้จัก

Photographer

ธัญพัฒน์ ไชยวรรชะนะ
ชื่อเล่นชื่อ ไมเคิล รักในการถ่ายภาพ การจัดองค์ประกอบภาพ สี และงานศิลปะต่างๆ จึงเลือกที่จะสอบเทียบข้ามชั้นม.6 มาเข้าคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ของม.กรุงเทพ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ฝึกฝนในสิ่งที่ตัวเองชอบ รักจริงๆ ได้ทำงานก่อนเพื่อนๆ เพื่อตัวเองและครอบครัว