ปลุกแสงสว่างในตัวคุณ

บทเรียนวิชา GE กับ ดร.นฤเทพ สุวรรณธาดา อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์

            เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนอาจเคยสงสัยว่า วิชา GE คืออะไร ทำไมต้องเรียน เรียนแล้วได้อะไร วันนี้ Be You LIFE มีโอกาสได้พูดคุยกับ “ดร.นฤเทพ สุวรรณธาดา” หรืออาจารย์ปาน อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมมัลติมีเดียและระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อสาขาเป็นวิศวกรรมมัลติมีเดียและเอนเตอร์เทนเมนต์ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์สอนวิชา GE ผ่านประสบการณ์การสอนมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มที่มีการปรับพัฒนา GE ประมาณ 5-6 ปี ได้เห็นโมเดลการพัฒนา GE ที่มีความเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นทั้งตัววิชาและตัวนักศึกษา อาจารย์ปานจะมาช่วยไขข้อข้องใจต่าง ๆ ให้กับทุกคนอีกด้วย

ถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริง

            อาจารย์ไม่ได้จบ GE โดยตรง ไม่ได้จบสายการศึกษามาโดยตรง แต่จบด้านวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ไปต่อระดับปริญญาโทด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และต่อระดับปริญญาเอกด้านคอมพิวเตอร์ศึกษา แต่ว่าสิ่งที่เราค้นพบคือ ในระหว่างการเรียนทุกกระบวนการที่เราเรียนมาตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท ระดับปริญญาเอก GE ในปัจจุบันตัวแปรหลักคือกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง

            สิ่งที่ค้นพบคือเราเอาประสบการณ์ในการเรียนของเรามาสังเคราะห์ให้ได้รูปแบบแบบหนึ่งที่ทำให้เด็กสามารถค้นพบตัวตนให้ได้เร็วที่สุด เพื่อให้เขาประสบความสำเร็จในการทำงานหรือการเรียนและมากกว่านั้น คือส่วนตัวนอกจากเป็นอาจารย์แล้วยังทำธุรกิจนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศมาขายในไทย ทำให้เราเห็นภาพว่าคนในปัจจุบันและในอนาคตรวมถึงเด็กรุ่นใหม่ เวลาที่เขาจะประกอบอาชีพในอนาคต มีโอกาสสูงมากที่เด็กรุ่นใหม่จะประกอบอาชีพหลายอาชีพ ดังนั้นวิธีที่เขาจะค้นพบตัวเอง ค้นพบความชอบ หรือค้นพบสิ่งอะไรก็ตามที่สามารถทำให้เขาสร้างอาชีพใหม่ได้ในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งทั้งหมดนั้นจะเกิดขึ้นใน วิชา GE

GE มุ่งเน้นพัฒนาทักษะ

            ถ้าพูดถึง GE หากแปลตามตัวเลย คือ General Education คือวิชาศึกษาทั่วไปเป็นวิชาที่ใช้ในการปูพื้นฐานการใช้ชีวิตของเด็กทุกคนที่จะต้องเติบโตไปอยู่ในโลกแห่งอนาคต ซึ่งในมุมมอง GE เมื่อในอดีตเรามองว่าเด็กต้องเรียนทักษะต่าง ๆ เช่น ทักษะเรื่องของภาษาไทย กฎหมาย ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี หรืออะไรก็ตาม แต่ GE ในมุมปัจจุบันที่อาจารย์กำลังทำอยู่คือเป็น GE ในเรื่องของการปลูกฝังวิธีคิด ทักษะในการพัฒนาความคิด

            เพราะเรามีความเชื่อว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กคิดได้ เด็กเขาจะสามารถเอาวิธีคิดเหล่านั้นไปพัฒนาต่อยอดได้ เช่น มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณได้ สามารถแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนได้ คือทั้งหมดนี้มันถูกฝึกถูกจัดกระบวนการเรียนรู้โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะเป็นหลัก

ดึงศาสตร์ด้านวิศวะฯ มาปรับใช้สอน สร้างความแปลกใหม่

            เรื่องที่อาจารย์สอนแล้วไม่เหมือนคนอื่นเลย คือเรื่อง Computational Thinking ความคิดแบบรวบยอด หรือวิธีการคิดแบบ Coding คือการคิดแบบคอมพิวเตอร์ โดยดึงศาสตร์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มาประยุกต์ใช้กับ GE เราได้เอามุมนี้มาลองเล่น โดยการที่เราให้เด็กคณะเกมที่วาดรูปเก่ง มาวาดรูปแข่งกับหุ่นยนต์ที่เป็นโรบอทที่อยู่ใน AI ที่อยู่ในเว็บไซต์ของ Google เรามาวาดรูปแข่งกันปรากฏว่าเด็กเราแพ้ เราก็จะให้เขาเห็นภาพว่าแม้เขาจะเก่งแค่ไหน ยังมีคนที่เก่งกว่าเขาเสมอ

            ดังนั้นเขาอาจจะต้องพัฒนาตนเองให้เทียบเท่า หรือถ้าเทียบเท่าไม่ได้ต้องเอาสิ่งเหล่านั้นมาใช้ให้เป็น เด็กจะเห็นภาพมากขึ้นว่า ไม่ว่าเขาจะเรียนสาขาอะไร เทคโนโลยีจะเข้ามาทำให้เขาใช้ชีวิตลำบากขึ้นหรือใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นมาก ถ้าเขาสามารถรู้จักมัน อันนี้คือวิธีการที่เราสอนในคลาสซึ่งสนุกมาก อย่างเช่นเราแข่งกันระหว่างเด็ก 2 ทีม ลองวาดรูปแข่งกับ  Google หรือวาดแล้วให้ Google เดาว่ามันคือรูปอะไร Google สามารถเดาถูกได้ทุกรูป 100% ของการวาดรูปของเด็กจากคณะเกมที่คิดว่าตนเองวาดรูปเก่ง ก็สามารถถูกเดาได้ทั้งหมด นักศึกษาเป็นแบบนี้ คือทำให้เราเห็นภาพว่าเวลาที่เด็กได้ลองทำจริง เด็กจะใกล้ชิดหรือสัมผัสกับสิ่งนั้นได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การเขียน AI เด็กอาจจะคิดไม่ออกว่า AI คืออะไร แต่พอเค้าได้ลองวาดรูปแข่งกับ AI เขาจะได้เห็นภาพว่า AI มันฉลาดจริง ๆ สามารถเดาได้ว่าเรากำลังคิดอะไรหรือทำอะไรอยู่

เราให้เด็กทำอะไร เราต้องลองทำก่อนเสมอ

            สิ่งสำคัญที่สุดคือ ลองทำกระบวนการทั้งหมดด้วยตนเอง เช่น เราคิดรูปแบบเอง เราถอดโมเดลวิธีการเรียนรู้ ในอดีตเราอาจจะใช้สไลด์ในการสอนไปเรื่อย ๆ แต่ปัจจุบันเราทำเป็นกิจกรรม ดังนั้นวิธีการทั้งหมดคือ เราจะให้เด็กทำอะไร เราต้องทำก่อน อย่างที่ 2 คือเราจะให้เด็กทำอะไร LXD หรือผู้ช่วยสอนของเราต้องลองทำก่อน ถือเป็นการสะท้อนว่าในมุมของอาจารย์ อยากทำแบบนี้เพื่อให้เด็กได้ทักษะแบบนี้ ในมุมของเด็กที่เป็นรุ่นพี่ลองทำแบบเดียวกันได้ทักษะอะไร แล้วถ้าเกิดในมุมของผู้เรียนเองลองทำในสิ่งที่เราไปลองกับตนเอง ลองกับ LXD แล้วเขาจะได้ในสิ่งนั้นหรือไม่ หรือต้องปรับอะไร ซึ่งหลายครั้ง

            เราค้นพบว่าสิ่งที่เราคิดว่าดี อาจจะไม่ดีสำหรับเด็กปัจจุบัน ซึ่งต้องมีการปรับตลอดเวลา ทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นภาพว่าในคลาส GE เองการเตรียมการสอน เป็นความยากพอสมควร เพราะต้องปรับตามเด็กที่อยู่ในคลาส ยกตัวอย่างเช่นในเทอมนี้ อาจารย์สอนเลเวล 2 นี่ 2 คลาส วันพุธกับพฤหัส ทั้ง 2 คลาสนี้กิจกรรมเหมือนกันแต่รูปแบบการทำกิจกรรมการยกตัวอย่างหรืออะไรก็ตามไม่เหมือนกัน เพราะว่าตัวเด็กต่างกัน ต่างคณะกัน ต่างรูปแบบกัน

ค้นพบตัวตนที่แท้จริงคือสิ่งที่คาดหวัง

            ประเด็นเดียวที่อาจารย์คาดหวัง คืออยากให้เด็กค้นพบตัวเอง ในมุมของอาจารย์คือการค้นพบความชอบ ค้นพบสิ่งที่ถนัด ค้นพบสิ่งที่สามารถทำให้เกิดอาชีพได้ และสุดท้ายคือค้นพบสิ่งที่สามารถตอบสนองต่อโลกใบนี้ได้หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อโลก อันนี้คือสิ่งที่อาจารย์อยากให้เด็กค้นพบในคลาส ส่วนทักษะต่าง ๆ ความรู้ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เด็กเขาต้องลงมือทำจากในคลาสหรือนอกคลาสก็ตาม หรือกระบวนการใด ๆ ในคลาสที่เขาสามารถไปทำซ้ำเพื่อให้ค้นพบสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด

สร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง

            เกณฑ์การให้คะแนนของอาจารย์ในคลาสมีหลายรูปแบบ รูปแบบแรกคือเกณฑ์การให้คะแนนที่เกิดจากการสะท้อนของตัวเขาเอง ซึ่งเกณฑ์นี้อาจารย์ตั้งชื่อว่า SDL (Self-directed Learning) คือการที่เด็กตั้งหัวข้อขึ้นมาหัวข้อหนึ่งว่าเขาอยากเรียนรู้อะไร ในรายละเอียดนั้นมีอะไรบ้างที่เขาต้องการเรียนรู้ เรียนรู้แล้วเกิดประโยชน์ต่อเขาอย่างไร และสุดท้ายคือเขาอยากให้ทุกคนประเมินผลในสิ่งนั้นอย่างไร นั่นคือสิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในคลาสของอาจารย์

            สิ่งที่อาจารย์จำลองนี้ขึ้นมาเพราะว่าอาจารย์ต้องการรู้ว่าเด็กสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองได้จริงหรือไม่ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเขาเอง สมมุติว่าเขาอยากเรียนเรื่องไอดอลเกาหลี เขาอยากเรียนรู้ดีเทลของไอดอลเกาหลีว่าอะไร ประโยชน์ของการเรียนรู้นั้นเกิดจากอะไร และสุดท้ายคือเขาอยากให้คนประเมินเขาอย่างไร เราจะเห็นว่าเด็กคนหนึ่งที่ศึกษาเรื่องไอดอลเกาหลี เขาจะชี้เป้าให้เห็นภาพว่าการชอบของเขาต่อยอดเป็นอาชีพได้จริง ลักษณะแบบนี้เราจึงเห็นภาพว่าทุกความชอบมีคุณค่าเสมอ

            ถ้าเรารู้จักเคารพในความชอบของคนอื่นจะเป็นสิ่งที่ดีมาก ดังนั้นการประเมินในแบบที่ 1 คือเกิดขึ้นจากตัวเด็กเอง แบบที่ 2 คือเกิดขึ้นจากเพื่อนของเขา เพื่อนจะเป็นคนสะท้อนว่าเด็กคนนี้เป็นยังไงตอนทำกิจกรรมในกลุ่มและสุดท้าย คือการประเมินจากตัวอาจารย์ อาจารย์จะมีประเด็นในการประเมินว่าอยากรู้เรื่องไหนให้ไปถามเรื่องนั้น แล้วสุดท้ายคือการประเมินผ่านแบบวัดต่าง ๆ อย่างเช่นของอาจารย์ก็จะมีแบบประเมินการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งเด็กก็จะเป็นคนสะท้อนว่าในมุมของเขาตอนก่อนเขาเรียนกับเราเป็นยังไงและปัจจุบันเขาเป็นอย่างไรดีขึ้นหรือไม่เพราะอะไร

LXD ผู้ขับเคลื่อนวิชา GE

            คนที่เป็น LXD จะมีการประเมินที่แตกต่างกันกับคนที่นั่งเรียน เพราะนักเรียนกลุ่มนี้จะต้องมีการซักซ้อมมาก่อน ก่อนที่จะเกิดกิจกรรมจริง เช่น ในสัปดาห์นี้จะมีกิจกรรม A ทุกคนจะต้องผ่านการทำกิจกรรม A ก่อนที่จะอยู่ในห้อง ดังนั้นเขาจะทำในรอบที่ 1 และในส่วนของรอบที่ 2 คือการทำในห้อง ทำเสร็จเด็กจะพัฒนาขึ้น และสุดท้ายคือเมื่อทำกิจกรรมเสร็จในรอบวันนั้นเขาจะมาฟีดแบ็คกับเราว่าวันนี้เป็นอย่างไร

            ดังนั้นการประเมินนักเรียนกลุ่มนี้จะถูกประเมินในทุก ๆ อาทิตย์ผ่านตัวอาจารย์ แต่การประเมินนั้นไม่ได้ถูกประเมินมาเป็นรูปแบบของคะแนน แต่ถูกประเมินในรูปแบบของพัฒนาการ เราจะเห็นพัฒนาการของแต่ละคนที่ชัดเจนขึ้นและสุดท้ายการตัดเกรด จะถูกตัดเกรดจากการสัมภาษณ์  LXD จะเป็นคนสะท้อนเป็นคน Reflection ตัวเองว่า ก่อนที่จะมาเป็น LXD มีความคาดหวังแบบนี้ พอมาเป็นแล้วเป็นแบบนี้ กระบวนการที่เขาต้องพัฒนามีอะไรบ้าง แล้วเราจะค้นพบว่านักเรียนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ของอาจารย์จะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพราะเด็กในคลาสพัฒนา ดังนั้นถ้า LXD ไม่พัฒนา เขาจะถูกกดดันจากเด็ก ดังนั้นวิธีการคือเขาจะพัฒนาอย่างก้าวกระโดด แล้วเขาจะเห็นภาพตนเองที่แตกต่างมาก ๆ ตั้งแต่เริ่มคลาสจนถึงคลาสสุดท้าย

เคลียร์ประเด็น “GE สุ่มเกรด” จริงไหม!?

            เรื่องสุ่มเกรดเคยถามเด็กในคลาสเหมือนกันว่าใครอยากสุ่มเกรดบ้าง ให้ออกมาหน้าห้องแล้วกดโปรแกรมสุ่มเลย ได้เกรดไหนเอาไปเลย เด็กก็ไม่เอา อันนี้เป็นเรื่องที่แปลกมาก คือเด็กพูดเรื่องการสุ่มเกรดเยอะ เราจึงยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าลองไหมเอาไหมในการสุ่มเกรดเด็กก็ไม่เอา ดังนั้นเราจะบอกเขาเลยว่าในวิชา GE ไม่มีการสุ่มเกรดแต่เป็นการประเมินจากสิ่งที่เขาทำงาน

            เด็กบางคนอาจจะมองว่าเพื่อนคนนี้ไม่เห็นจะมาเลยแต่ทำไมได้คะแนนเท่ากัน ซึ่งในคลาสของอาจารย์เปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้เมื่อไหร่ก็ได้ที่เขาต้องการ หรือเมื่อไหร่ก็ได้ที่เขาพร้อม เช่นเขาอาจจะขาดเรียนไปเลย 5-6 ครั้งแต่ในครั้งที่เหลือเขากลับมาตามงาน เขามีพัฒนาการให้เราเห็นภาพชัดเจนเขาจึงสามารถได้คะแนนหรือเกรดเท่ากับคนอื่น ๆ เพราะใน GE ของอาจารย์ไม่ได้มีการเช็คชื่อ ไม่ได้คิดว่าเด็กจะต้องเข้าเรียนถึงจะได้คะแนน แต่ถามว่าคนที่เข้าเรียนจะได้ประโยชน์อะไร คือเขาจะได้ทำในสิ่งที่ทุก ๆ คนจะได้ทำ เขาจะเห็นมุมการพัฒนาของตนเองที่ชัดเจน และเขาสามารถถามตอบในเรื่องที่เขาสงสัยกับอาจารย์กับรุ่นพี่ในคลาสได้ ซึ่งคนที่ไม่เข้าคลาสก็จะเสียประโยชน์ส่วนนี้ไป นักศึกษาก็จะเป็นแบบนั้น

            ถามว่าการสุ่มเกรดมีจริงไหม ตอบได้เลยว่า ไม่มี เพราะเด็กสามารถเช็คทุกอย่างย้อนหลังได้หมด ระบบทุกอย่างจะยิ่งเป๊ะมาก ระบบสามารถเช็คย้อนหลังได้ว่าเขาส่งงานเมื่อไหร่ ส่งงานอะไรมา คำตอบของเขาเป็นอย่างไร และพัฒนาการของเขาในแต่ละอาทิตย์เป็นยังไง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อาจารย์ทำ อาจารย์มีระบบที่สามารถเช็คย้อนหลังได้ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นจริง

ลงทุนในการเรียนรู้เพื่อได้กำไรติดตัวทั้งชีวิต

            GE เป็นวิชาบังคับที่เด็กทุกมหาวิทยาลัย เด็กทุกคนต้องเรียน แต่ว่ารูปแบบของแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะแตกต่างกันไป ถ้าเกิดมองกลับมาใน ม.กรุงเทพ ถามว่าคุ้มไหม ปัจจุบันเราแบ่ง GE เป็น 3 เลเวล เลเวลที่ 1 คือเลเวลพื้นฐานที่สุดที่ทำให้เด็กค้นพบตัวตนความชอบ เลเวลที่ 2 คือเป็นเลเวลที่คอนเฟิร์มแล้วว่าแผนที่ชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร ความชอบตัวตน สามารถสร้างอาชีพ สามารถอยู่ได้ถูกคณะ สามารถอยู่ถูกมหาวิทยาลัยแล้วทักษะอะไรที่เขาต้องการ และเลเวลสุดท้ายคือเลเวล 3 เป็นเลเวลที่เขาได้ลองลงมือทำจริง อย่างในงาน GE Society 2019  เด็กจะเห็นภาพว่าเขาลองลงมือทำโปสเตอร์จริง ลองอธิบายจริง ลองมาจัด Exhibition หรืออะไรก็ตาม หรือบางคนชัดเจนตั้งแต่เลเวล 1 แล้วก็มี ดังนั้นถามว่าคุ้มค่าไหมมันอยู่ที่ว่า หลายครั้งเรายอมเรียนเรายอมลงทุนหลายอย่างตลอดชีวิต

            ในชั้นเรียนหากเด็กเข้าใจในกระบวนการที่อาจารย์ต้องการสื่อสาร การค้นพบความชอบ การค้นพบความถนัด การค้นพบสิ่งที่เป็นอาชีพได้และสุดท้าย คือการค้นพบสิ่งที่โลกต้องการ ใน 4 อย่างนี้จะทำให้เขาใช้ชีวิตได้มีความสุขตลอดไปนับจากวันที่ออกจากคลาส GE มีเด็กหลายคนมากที่อยู่ในคลาส GE ของอาจารย์แล้วตัดสินใจย้ายคณะ เด็กหลายคนมากที่ตัดสินใจย้ายกลุ่มเพื่อน เด็กหลายคนมากที่ตัดสินใจว่าเขาอยู่ถูกคณะแล้ว เขาจะชัดเจนให้มากยิ่งขึ้น คำถามคือในอดีตเราจะชัดเจนแบบนี้ได้ คือเมื่อไหร่ ส่วนใหญ่เราจะได้คำตอบ คือปี 3-4 ซึ่งมันไม่ทันแล้ว คือจะจบแล้วออกไปทำงานแล้ว เราเพิ่งค้นพบว่าทั้งหมดที่เราเรียนมามันไม่ใช่

            แต่ในด้านกลับกันปัจจุบันเรานำกระบวนการทั้งหมดมาอยู่ในปี 1 ดังนั้นถ้าเขาอยู่ปี 1 เขาค้นพบว่าเขาอาจจะไม่ใช่ คณะที่ เขาต้องการไปอยู่อีกคณะหนึ่งมันยังทำได้ และเขาก็ไม่ต้องมีอะไรต้องเสียด้วยซ้ำ เพราะว่า GE ทั้งหมดสามารถโอนข้ามคณะกันได้ อันนี้คือสิ่งที่อาจารย์การันตีกับเด็กทุกคนได้ว่า ทำไปเถอะคุ้มจริง ๆ ไม่ว่าค่าหน่วยกิตเท่าไหร่ แต่สิ่ง ๆ นั้นจะอยู่กับตัวเขาไปตลอดชีวิต

GE ต่อยอดอะไรได้มากกว่าที่คิด

            แน่นอนว่าวิชา GE เป็นพื้นฐานของชีวิต ถ้าฐานเราแน่นเราสามารถที่จะไปทำหรือต่อยอดอะไรได้เยอะมาก เช่นวันนี้เราบอกว่าเราเกิดเจอปัญหาบางอย่างขึ้นมาในชีวิตที่แย่มาก เราจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร ถ้าเราฝึกในกระบวนการ GE มา เรารักตัวเองมากพอ เรารู้จักความชอบของตนเอง เราจะรู้ว่าปัญหานั้นเราจะแก้ด้วยวิธีการอะไร เหมือนกับที่มีหลายคนพูดว่า ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด สิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะว่าเรามีแค่ความรู้แต่เราไม่มีทักษะในการรู้ทันใจตนเอง รู้ทันความชอบของตนเอง ดังนั้นสิ่งสำคัญในคลาสของอาจารย์ คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาสามารถรู้ทันใจ รู้ทันความชอบของเขา เขาสามารถเอาความชอบไปต่อยอดเป็นสิ่งที่สร้างเงิน สร้างอาชีพได้ในอนาคต ซึ่งในอนาคตในอาชีพนั้นมีมากกว่าสิ่งที่เราคิดไว้เยอะอย่างแน่นอน

ดึงเด็กหัวกระทิ มาร่วมมือกัน

            ในอนาคตที่อาจารย์มองเห็นภาพ อาจารย์อยากเห็นภาพ GE เป็นรูปแบบของการจัดการเรียนการสอนที่เราต้องหาช้างเผือกดึงเด็กในคลาสให้เจอ เด็กที่มีความชัดเจนมาก ๆ ในคลาสและหยิบเขาออกมา แล้วให้เขาเชื่อมต่อในสิ่งที่เขาต้องการกับเพื่อน ๆ ของเขาเองให้ได้เยอะที่สุด ซึ่งปัจจุบันเราทำได้แล้ว แต่ยังไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าเกิดในอนาคตเราสามารถดึงเด็กเหล่านั้นเข้ามาเป็นพละกำลังหลักในการพูดต่อให้กับเด็กรุ่นใหม่เข้าใจจะดีมาก อย่างเช่นถ้าวันนี้เราถามตรง ๆ ว่าเชื่อใครระหว่างอาจารย์กับเพื่อนเด็กตอบว่า เชื่อเพื่อน ดังนั้นจะดีกว่านั้นไหมถ้าเพื่อนของเขาประสบความสำเร็จแล้วสามารถพาคนที่เหลือประสบความสำเร็จตามไปได้ด้วย อันนี้คือโมเดล GE ของอาจารย์ในอนาคต คือเรามีความถนัด เรามีความเชี่ยวชาญส่งต่อให้เด็กและหา

ค้นหาความชัดเจนในตัวคุณ

            สุดท้ายนี้ ดร.นฤเทพ สุวรรณธาดา หรืออาจารย์ปานยังฝากถึงนักศึกษาที่กำลังจะลงเรียนวิชา GE ว่า จงตั้งความหวังว่าอยากได้อะไรจาก GE จงตั้งเป้าเลยว่าการเข้ามาใน GE เราต้องการอะไรจากสิ่งนี้ จงดึงสิ่ง ๆ นั้นมาให้ได้

            จงหาความชัดเจนใน GE ให้เจอ GE คือวิชาที่จะเปิดแสงสว่างจากตัวของเราให้ชัดเจนก่อน เราศึกษาเรื่องคนอื่นมาตลอดชีวิต เราศึกษาเรื่องธรรมชาติมาตลอดชีวิต เราศึกษาเรื่องประเทศเรื่องกฎหมายเรื่องทุก ๆ อย่างตลอดชีวิต แต่เรื่องเดียวที่เราไม่เคยศึกษาเลย คือเรื่องตนเอง

            เริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า เราจะทำอะไรอย่างไร และเพราะอะไร ทั้งหมดนั้นถ้าวันนี้คุณได้คำตอบ ไม่ว่าคุณจะอยู่ GE เลเวล 1 เลเวล 2 หรือเลเวล 3 คุณคุ้มแล้วที่เรียน GE ทั้ง 3 เลเวล เพราะว่าสุดท้ายแล้วถ้าเกิดว่าคุณได้คำตอบจากการเรียน GE ว่าคุณชอบอะไร ตัวตนคุณคือใคร สิ่งนั้นคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกคุ้มค่าที่สุด เท่าที่คุณจะเรียน GE ได้ ดังนั้นฝากไว้ว่า จงเข้ามาในคลาส GE พร้อมหาความชอบและตัวตนของคุณให้เจอ

Writer

วงศกร จันทร์ฤทธิ์
ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคนเราไม่ควรมีต่อความล้มเหลว แต่ควรมีต่อความสำเร็จในเรื่องที่ไม่ได้สำคัญกับชีวิตจริงๆ

Writer

ชลธิดา หาญกล้า
ชอบออกไปเที่ยวธรรมชาติ หาความสงบให้ตัวเอง เช่น ทะเล ภูเขา เห็นวิวแล้วรู้สึกหายเหนื่อย ว่างๆ ก็ฝึกวาดรูปไปเรื่อยเปื่อย วาดไป ลองผิดลองถูก ถึงจะเป็นคนขี้เกียจ แต่ถ้าได้ออกไปเที่ยว ไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ก็จะพร้อมรับเต็มที่

Writer

กัญสุดา ซื่อตรง
จากเด็กนักเรียนเซฟได้ผลันตัวเองมาเรียนนิเทศ มีงานอดิเรก คือดูหนัง ฟังเพลง ชอบการชอปปิ้งออนไลน์เป็นชีวิตจิตใจ รักในการท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆชอบหาความสุขให้ตัวเองและพร้อมที่จะพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

Writer

ปริยาภัทร จิตรปฏิมา
เคยเรียนอยุ่เซนโยเซฟคอนเวนต์ มีงานอดิเรก ชอบดูหนังในยูทูบ ชอบทำอาหารกินเล่นเป็นประจำ ชอบมากที่สุดคือเวลาว่างมากๆ จะทำขนมเเละให้ทุกคนชิมว่าขนมของเราเป็นยังไง เเละชอบเดินเล่นในงานขนม เดินชิม

Writer

ปวริศ ยูงศิริกาญจน์
ชอบฟังเพลงดูซีรีย์ ทั้งวันส่วนใหญ่ก็จะนั่งฝึกมิกซ์เพลงทำเพลงไปเรื่อยๆ เวลาคิดอะไรไม่ออกก็จะฟังเพลงกับดูซีรีย์วนลูปแบบนี้ ชอบออกจากบ้านตอนกลางคืนมากกว่ากลางวันร้อน ทำงานได้เกือบทุกอย่างถ้าไม่ร้อน

Writer

ชนธี ส่งเสริม
ผมชื่อฉลามนะครับ ผมพึ่งมาหัดถ่ายภาพครับอาจจะถ่ายไม่เก่งไม่สวยแต่ถ้าเราไม่ลองทำเราก็จะถ่ายไม่เป็น แต่ผมจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆครับจะคอยเก็บประสบการณ์เยอะเพื่อให้มีฝีมือที่ดีขึ้น

Photographer

ธัญพัฒน์ ไชยวรรชะนะ
ชื่อเล่นชื่อ ไมเคิล รักในการถ่ายภาพ การจัดองค์ประกอบภาพ สี และงานศิลปะต่างๆ จึงเลือกที่จะสอบเทียบข้ามชั้นม.6 มาเข้าคณะดิจิทัลมีเดียและศิลปะภาพยนตร์ของม.กรุงเทพ เพื่อที่จะได้เรียนรู้ ฝึกฝนในสิ่งที่ตัวเองชอบ รักจริงๆ ได้ทำงานก่อนเพื่อนๆ เพื่อตัวเองและครอบครัว